วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีกำจัดหนังศีรษะทารก ที่หลุดลอก



กำจัดหนังศีรษะ ที่หลุดลอก (Mother & Care )

           ทารกมักจะมีสะเก็ดแห้ง ๆ ติดหรือหลุดลอกจากหนังศีรษะ ซึ่งเป็นผิวหนังที่เกิดจากต่อมไขมันอักเสบ ทำให้หนังศีรษะของทารกมีสีแดง คันและแห้งตกสะเก็ด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากผิวหนังแห้ง ไม่ได้รับความชุ่มชื้น การแพ้แชมพูหรือนมวัว

           สมาคมกุมารแพทย์ สหรัฐอเมริกา แนะนำวิธีกำจัดผิวหนังที่แห้งตกสะเก็ดบนหนังศีรษะของทารก ดังนี้

           สระผมของทารกด้วยแชมพูสำหรับเด็กอ่อน และถูหนังศีรษะของทารกด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ อย่างนุ่มนวล

           ใช้แปรงขนอ่อนค่อย ๆ แปรงผมของทารกและสะเก็ดออกจากหนังศีรษะ

           ทาปิโตรเลียมเจลลี่ หรือน้ำมันมะกอกบาง ๆ บนศีรษะของทารก และหลีกเลี่ยงการใช้เบบี้ออยล์ เพราะไม่มีคุณสมบัติในการกำจัดสะเก็ดหนังศีรษะที่หลุดลอกได้

           หากสะเก็ดที่ศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่ได้เกิดจากการแพ้แชมพูที่ใช้ ให้สังเกตว่าลูกแพ้นมวัวหรือไม่ โดยดูว่าลูกมีผื่นที่ผิวหนังตรงอื่นด้วยหรือไม่ หากไม่แน่ใจอาการควรพาลูกไปพบคุณหมอ

           หากทารกแพ้แชมพูเด็กอ่อน อาจสระผมด้วยแชมพูยาได้ แต่ควรปรึกษาคุณหมอก่อน

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น


12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น
(รักลูก)
โดย: คุณนายไฮโซ

           ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด


           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็ก วัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อ ลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัย นี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การ คุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็ก วัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

เทคนิคเสริมสร้าง EQ ลูกขวบปีแรก

เทคนิคเสริมสร้าง EQ ลูกขวบปีแรก (modernmom)

          อารมณ์ดีคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการที่ดีของลูก พ่อแม่จึงควรทำความรู้จักส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกขวบปีแรก และต้องตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของลูกน้อย เพื่อให้เขาเติบโตได้อย่างสมวัยค่ะ

0-3 เดือน

          เจ้า ตัวเล็กมีอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าที่คิดค่ะ ตั้งแต่แรกเกิดลูกจะมีความสุข เมื่อรู้สึกพอใจ เวลาที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่มีคนมาอุ้มหรือโอบกอด หรือเมื่อลูกสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น แม่ ๆ มักสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวเล็กยิ้มให้คุณให้กับคนใกล้ชิด แต่ยังเป็นยิ้มที่ไม่มีความหมายจนกว่าจะถึงวัย 6-8 สัปดาห์นั่นแหละค่ะ

          นอก จากนี้เด็กเล็กยังมีความรู้สึกเป็นทุกข์ด้วยค่ะ ทุกข์จากความหิว ตกใจ หรือรู้สึกไม่สบายตัว จะใช้การ้องไห้เป็นการสื่อสาร พอถึงวัย 2-3 เดือน เริ่มสงสัยและหัวเราะชอบใจเวลาที่คุณเล่นกับเขา

          Activity : ชวน ลูกเล่นเกม "รอยยิ้มของหนู" ด้วยการอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนแล้วโยกไปมาเบา ๆ ใช้นิ้วลูบไล้บริเวณแก้มของลูก เมื่อลูกยิ้มรับก็พูดชื่นชมให้ลูกรู้ว่าคุณรักเขาแค่ไหน ที่สำคัญขณะที่ลูบแก้มของลูกอยู่ ให้นับ หนึ่ง สอง สาม แล้วพูดว่า "ยิ้มนะจ๊ะ" ก็เรียกรอยยิ้มจากลูกได้แล้ว

3-6 เดือน

          เด็ก วัยนี้เริ่มแสดงอารมณ์ทางสีหน้าและแสดงท่าทางแล้ว โดยเฉพาะเมื่อพบคนที่คุ้นเคย ลูกจะยิ้มง่าย เรียกร้องความสนใจให้แม่เดินเข้าไปหา แต่เมื่อแม่เดินจากไปจะร้องไห้จ้าเลยทีเดียว พอ 4 เดือนเริ่มส่งเสียงแสดงอารมณ์ไม่พอใจ สนุก หงุดหงิด หัวเราะ รู้จักความกลัว กังวลและโกรธแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อมีคนหยิบของเล่นชิ้นโปรดไป และพยายามเลียนแบบสีหน้าที่สื่อถึงอารมณ์ต่าง ๆ ด้วย

          Activity : "เกมจ๊ะเอ๋ผ้าอ้อม" จะพัฒนาอารมณ์ให้เด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี เกมนี้ทำให้การเปลี่ยนผ้าอ้อมกลายเป็นความสนุก เพียงยกผ้าอ้อมขึ้นมาปิดหน้าคุณไว้ แล้วเปิดออกพร้อมพูดว่า "จ๊ะเอ๋" ทำได้หลายครั้ง ลูกไม่มีวันเบื่อค่ะ

6-8 เดือน

          ตอน นี้ลูกเริ่มมีความต้องการที่ชัดเจน และแสดงออกว่า ตัวเองต้องการอะไรที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือการพัฒนาอารมณ์ขันค่ะ โดยเฉพาะตอนที่เล่นเกม หรือได้รับปฏิกิริยาตอบกลับที่กระตุ้นความสนใจ เช่น แกล้งทำของตกแล้วทำท่าตกใจ ขณะเดียวกัน ลูกก็เริ่มกลัวคนแปลกหน้า เพราะเขาสามารถจดจำใบหน้าของคนใกล้ชิดได้แล้ว แถมยังกลัวการแยกจากแม่ ทำให้เกิดอาการติดแม่ และกลัววัตถุแปลกใหม่อีกด้วย

          Activity : "เกมเจ้าหนูตัวน้อย" เป็นการใช้นิ้วเคลื่อนไหวเป็นรูปวงกลมบนฝ่ามือของลูก ไต่นิ้วไปตามแขนของลูก จนถึงใต้คางแล้วจั๊กจี๋ที่ใต้คาง หรือเล่นที่นิ้วเท้าของลูกวิ่งวนไต่ขึ้นไปตามขา จนถึงหน้าท้อง ทำให้ลูกหัวเราะคิกคักเพราะสัมผัสของพ่อแม่

8-10 เดือน

          เป็น ช่วงวัยที่ลูกเกิดความรู้สึกกลัวสิ่งใหม่ ๆ เพราะตอนที่ลูกหัดยืน หัดปืน ระดับสายตาจะสูงกว่าตอนนั่งและนอน ทำให้ลูกรู้จักช่องว่าง และรู้สึกกลัวความสูงหรือกลัวของที่เคลื่อนไหว เช่น ตุ๊กตาเคลื่อนไหวได้ เรียกว่าเป็นการกลัวที่เกิดจากการค้นพบโลกใบใหม่นั่นเอง และเพราะรู้จักโลกไปใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่เองลูกจึงสนุกกับการค้นพบ พอ ๆ กับเบื่อง่าย

          Activity : "เกมถาดหลุมแสนกล" เกมนี้มีอุปกรณ์หาง่ายอย่างจานที่มีหลายหลุม กล่องที่มีช่องหลายช่อง และของชิ้นไม่ใหญ่ที่สามารถใส่หลุมที่เตรียมไว้ได้ ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดูก่อน โดยหยิบของที่เตรียมไว้มาใส่ลงไปในหลุม แล้วหยิบออก แล้วใส่ลงไปใหม่ ให้ลูกลองเล่นด้วยวิธีเดียวกันจนครบทุกหลุม แต่ต้องระวังขนาดของสิ่งของที่จะหยอดด้วยนะคะ เพราะลูกอาจจะหยิบเข้าปาก หู หรือจมูก จนเป็นอันตรายได้

10-12 เดือน

          เริ่ม แสดงความเป็นเจ้าของ เรียกร้องความสนใจ และกังวลเรื่องการยอมรับและไม่ยอมรับของคนอื่น ถ้าเด็กคนอื่นได้รับความสนใจก็จะร้องไห้ ติดพ่อแม่และต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ กลัวสถานที่ใหม่ ๆ แสดงออกทางอารมณ์ได้ดี และสามารถรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ด้วย ไม่ใช่ความรู้สึกกลัวเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น เจ้าตัวเล็กยังมีอารมณ์ขันมากขึ้นด้วยค่ะ

          Activity : "เกมทำฝน" มีอุปกรณ์ที่หาได้ในบ้านคือ ขวดพลาสติกใบเล็กๆ ที่มีหูจับ นำมาเจาะรูรอบ ๆ ขวด ทำให้ลูกดูด้วยการใส่น้ำในขวด แล้วยกขวดขึ้นก็จะได้ฝนตกสมใจ ให้ลูกลองเล่นตาม อย่าลืมร้องเพลงเกี่ยวกับฝนประกอบการเล่นด้วยนะคะ

          การ เติบโตทางภาวะอารมณ์ที่ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ จะช่วยพัฒนาเป็นพื้นฐานอารมณ์ของเบบี๋ และเมื่อพ่อแม่รับรู้พัฒนาการด้านอารมณ์ในช่วงวัยต่าง ๆ ของลูก พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความรัก ความอบอุ่นและความเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนกลายเป็นเด็กอารมณ์ดี มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ

ถ่ายรูปลูกเล็กแบบช่างภาพมือโปร

ถ่ายรูปลูกเล็กแบบช่างภาพมือโปร (modernmom)

          เจ้าตัวเล็กเป็นขวัญใจของทุกคนในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่คงอดไม่ได้ ที่จะคว้ากล้องขึ้นมาบันทึกภาพความน่ารักเก็บไว้ แต่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมอยู่นิ่ง ภาพถ่ายเลยออกมาชัดบ้างเบลอบ้าง ไม่สวยบ้าง อย่างที่ตั้งใจ Modern Mom มีเทคนิคดี ๆ จากสองช่างภาพประจำนิตยสารของเรามาฝากครับ

           Step 1 : รู้จังหวะเวลา พ่อแม่เป็นคนที่รู้ใจลูกมากที่สุดว่า ช่วงเวลาไหนที่ลูกมีอารมณ์สดใสร่าเริง เช่น เวลาตื่นนอน อาบน้ำ หรือกินนมอิ่ม ถ้าโตขึ้นมาอีกนิดอาจเป็นช่วงเวลาที่ได้วิ่งเล่นซุกซน การหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปในช่วงนี้ ภาพลูกที่ถ่ายออกมาก็จะน่ารักและดูมีชีวิตชีวา

          Tips : อย่าบังคับให้ลูกยิ้ม ยืนนิ่ง ๆ หรือใช้กล้องจด ๆ จ้องเล็งเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ลูกเกร็ง ภาพถ่ายที่ออกมาก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติและขาดความสดใสในแววตา

           Step 2 : ฉากหลังไม่รกรุงรัง การถ่ายภาพลูกให้ออกมาดูโดดเด่น ควรเลือกฉากหลังที่ไม่รุงรังหรือถ้าถ่ายภาพตามอาคารสถานที่ต่าง ๆ ควรใช้ฉากหลังที่ไม่สะท้อนแสง เช่น ฝาผนังทาสีเรียบ และมีโทนค่อนข้างมืด

          Tips : ให้ลูกอยู่ห่างจากฉากหลังพอสมควร เพื่อกันไม่ให้เงาตกลงบนตัวลูก รวมไปถึงชุดที่เลือกให้ลูกใส่ ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับสถานที่ และไม่ฉูดฉาดจนเกินไป

           Step 3 : ระวังการใช้แสงแฟลช เด็กทารกนับแต่วัยแรกเกิดไปจนถึงวัยเด็กเล็ก ไม่ควรถ่ายภาพโดยใช้แฟลชยิงตรงเข้าตา เพราะแสงแฟลชเป็นอันตรายสำหรับดวงตาอันบอบบางของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรปิดแฟลชและปรับตั้งกล้องเลือก ISO สูง ๆ และตั้งความเร็วชัตเตอร์โหมด P เพื่อถ่ายภาพแบบออโต้

          Tips : การถ่ายภาพเด็กของสตูดิโอที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะจะมีซอฟต์บล็อก เพื่อช่วยกรองแสงแฟลช ไม่ให้แสงกระทบตาเด็กโดยตรง

           Step 4 : รอจังหวะแสง แสงยามเช้าและช่วงเย็นภายนอกตัวบ้านเหมาะกับถ่ายภาพลูกมากที่สุด หรือแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างและประตู เพราะจะได้ภาพที่ดูดีมีมิติของแสง หากถ่ายภาพในบ้านที่แสงมืดแล้วใช้แฟลช ภาพจะแบนไม่สวย ถ้าเป็นไปได้อาจใช้มุมถ่ายภาพด้วยแสงบริเวณนอกบ้าน เช่น ระเบียงมุมในสวน สนามหญ้า หรือสระว่ายน้ำจะดีกว่า แต่ต้องเลือกช่วงเวลาที่แสงไม่แรงจนเกินไป เพราะแสงอาจสะท้อนเข้าตาลูก ทำให้ลูกหยีหรือหลับตาได้

          Tips : ระวังการถ่ายภาพย้อนทางแสงอาทิตย์ เพราะภาพลูกที่ถ่ายออกมาจะดำมือเกินความเป็นจริง

           Step 5 : หาของเล่นจูงใจ ตามธรรมชาติของเด็ก บางครั้งเขาอาจไม่สนใจมองกล้องขณะถ่ายภาพ และชอบทำอะไรซ้ำ ๆ นาน ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องใช้ความอดทน และมีวิธีการทำให้เจ้าตัวเล็กหันมาสนใจกล้อง ถ้าเป็นลูกเล็กของเล่นเขย่าแล้วมีเสียงนี่แหละครับ ที่จะสร้างความสนใจให้ลูกเพ่งมอง หรือถ้าเป็นเด็กโต อาจใช้ของเล่นที่เขาชื่นชอบหรือใช้สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น ถ่ายไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่ก็จะได้ภาพประทับใจ

           Step 6 : ถ่ายภาพระนาบเดียวกับเด็ก อย่าลืมว่าเมื่อลูกเริ่มหัดเดินหรือเดินเล่น ขนาดความสูงของเด็กต่ำกว่าสายตาผู้ใหญ่มาก การถ่ายภาพให้มีชีวิตชีวาเราต้องลงไปนั่งคุกเข่า ย่อตัว นอนราบกับพื้น เพื่อให้ได้ระดับสายตาเดียวกับลูก หรือถ่ายมุมเงยหน้าเล็กน้อย ภาพที่ออกมาจะสามารถสื่อสารทางอารมณ์ด้วยสายตาที่มีต่อกล้อง
         
          Tips : ระวังการถ่ายภาพมุมกด เพราะภาพที่ถ่ายออกมาดวงตาของเล็กๆ ของลูกดูเล็กลงเหมือนนอนหลับตา

           Step 7 : ถ่ายตามธรรมชาติ บางครั้งการถ่ายภาพเด็กให้มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส อาจไม่จำเป็นต้องจัดองค์ประกอบภาพหรือฉากให้ยุ่งยาก แต่ใช้เทคนิคการถ่ายในลักษณะที่เป็นธรรมชาติของเด็กมากที่สุด หรือการถ่ายเวลาเผลอ ภาพของลูกที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติและบอกถึงอารมณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ด้วย

          Tips : บางครั้งเด็กอาจจะทำกิจกรรมต่าง ๆ และไม่อยู่นิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่เตรียมกล้องไว้ให้พร้อม และปรับสปีดชัตเตอร์ให้สูงกว่าปกติ ก็จะไม่พลาดภาพที่ประทับใจนั้นไปได้

          การ ถ่ายภาพลูกไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ เพียงเท่านี้ ก็สามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่เ ก็บภาพความประทับใจในแต่ละช่วงเวลาของลูกน้อย ได้อย่างมืออาชีพแล้ว

          "การ ถ่ายรูปเด็กให้น่ารัก เราต้องใช้เวลาคลุกคลีกับเขาให้มาก ๆ ต้องเข้าใจอารมณ์เด็ก อย่าบังคับ ที่สำคัญความน่ารักของลูกจะออกมาได้มากแค่ไหน พ่อแม่ย่อมจะรู้ดีที่สุด่าลูกของตัวเอง ถ่ายภาพมุมไหน ทำผมหรือแต่งตัวอย่างไร ถึงจะดูน่ารักไม่ยากค่ะ แต่ต้องหมั่นฝึกฝน"

          "สิ่ง ที่แน่นอนอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเด็กคือความไม่แน่นอน เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าช่วงเวลาต่อไปเด็กจะทำอะไร จะเป็นอย่างที่เราคิดหรือไม่ พ่อแม่ที่อยากถ่ายรูปลูกให้ออกมาน่ารัก ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกบ่อย ๆ รู้ใจลูก ถ้าทำได้การถ่ายรูปลูกก็ไม่ใช่เรื่องยาก"

          "การ ถ่ายภาพเด็กให้ออกมาน่ารัก เราต้องเรียนรู้ธรรมชาติของเด็กด้วย เพราะเด็กเล็ก ๆ มักซนไม่อยู่นิ่ง การถ่ายภาพเด็ก จึงต้องอาศัยจิตวิทยาความเข้าใจ ประกอบกับความอดทนภาพของเด็กที่ออกมาจึงจะสมบูรณ์สวยงาม และมีชีวิตชีวา

นอนมาก ทานน้อย ปล่อยไว้ไม่ดีแน่

นอนมาก ทานน้อย ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ (M&C แม่และเด็ก)

           คุณแม่ส่วนใหญ่ มักปรารถนาให้ทารกแรกคลอดนอนพักผ่อนในรอบวันเป็นเวลานาน หลายชั่วโมง เพื่อให้เขาพักผ่อนเต็มที่และพอเพียง ถ้าหากนอนหลับเกินเกินไป ก็มักจะกังวลว่าทารกผิดปกติหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนอนมากไปหรือน้อยไป ล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ฉบับนี้เราจะกล่าวถึงปัญหาที่ทุกคนมักมองข้าม นั่นคือปัญหาการนอนมาก ทานน้อยของทารกค่ะ

เรียนรู้การนอน ของทารก

           โดย ปกติทั่วไปแล้วทารกแรกเกิดการนอนเฉลี่ยในแต่ละวันจะอยู่ราวๆ 20 - 22 ชั่วโมง จะตื่นประมาณ 3 ครั้งต่อคืน และในการนอนหลับแต่ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ทารกมักจะตื่นนอนเสมอเมื่อหิวนม แม้กระทั่งในเวลากลางดึก ทารกจะตื่นมาทานนมเกือบทุก ๆ 4 ชั่วโมง กระทั่งเขามีอายุ 2 - 3 ขวบ จึงจะสามารถควบคุมการนอนยาวติดต่อกันได้

ทานนมเท่าไหร่ดี

           โดย ทั่วไปทารกส่วนใหญ่มักจะตื่นขึ้นมาดูดนมประมาณ 8 มื้อต่อวัน ถ้าลูกน้อยทานนมจากเต้า ก็ให้กะว่าให้ลูกทานจนอิ่ม โดยสังเกตว่าเมื่ออิ่ม ทารกจะคลายปากออกจากคลายเต้าเอง หรือถ้าเค้าหลับปุ๋ย ก็แสดงว่าอิ่มแล้วค่ะ

สังเกตการนอน การทานของลูก

           ถ้า สังเกตว่าทารกมีพฤติกรรมการทานหรือการนอนที่ผิดปกติ เช่น นอนมากเกินไป คือครบ 4 - 5 ชั่วโมงไม่ยอมลุกขึ้นมาทานนม หรือทานนมน้อยกว่าปกติ จากที่เคยทานได้เยอะ และเป็นเด็กที่ไม่เคยร้อง หรือร้องน้อย ๆ คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดความปกติขึ้นได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะปัญญาอ่อนที่อาจเกิดขึ้น

           ความ ผิดปกติที่พบและเป็นสาเหตุทำให้ทารกมีอาการดังกล่าว เกิดขึ้นได้จากภาวะฮอร์โมนธัยรอยด์ในเลือดต่ำ ตัวเหลือง หรือเกิดการติดเชื้อ ภาวะตัวเย็นพบในฤดูหนาวหรืออยู่ในห้องที่มีอากาศเย็น หรือนอนในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูง พบในฤดูร้อน เป็นต้น

           ทารก ที่นอนมาก ทานน้อย เงียบเกินไป แสดงให้เห็นถึงความปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข เรื่องพัฒนาการอาจจะล่าช้ากว่าปกติ สมองหรือระบบประสาทอาจจะมีความผิดปกติ

           เรียน รู้การนอนของทารกวัย 1 ขวบ คุณแม่ที่เอาลูกเข้านอนด้วยการวางลูกนอนกับเบาะ ทั้ง ๆ ที่ลูกยังตื่นอยู่นั้น เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก ลูกน้อยจะเรียนรู้ที่จะกล่อมตัวเองให้หลับได้เอง โดยไม่รบกวนพ่อแม่

           ใน ขณะทารกอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พ่อแม่เห่กล่อมให้หลับคาอ้อมอก ก่อนที่จะนำลูกไปนอนบนเบาะ เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก จะไม่รู้วิธีที่จะช่วยให้ตัวเองหลับต่อ เพราะไม่มีคนช่วยกล่อม ทารกน้อยเหล่านี้จะส่งเสียงร้องกวนพ่อแม่ ให้มาช่วยกล่อม ดังนั้น ถ้าพ่อแม่คนไหนต้องการฝึกให้ลูกหลับ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องตื่น ก็ต้องฝึกลูกนอนหลับเองนะคะ

บ๊ายบายขวดนม เมื่อไหร่ดี

บ๊ายบายขวดนม เมื่อไหร่ดี (M&C แม่และเด็ก)

           การดูดนมขวดของทารกแรกเกิด ถือเป็นการเริ่มการทานนมที่เขาคุ้นลิ้นและคุ้นเคยมาก่อน แล้วจู่ๆ จะเปลี่ยนจากจุกนิ่มๆ มาเป็นหลอดหรือแก้ว ที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยนั้น คงจะทำร้ายจิตใจเจ้าหนูมากเกินไป แต่ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ถ้าแม่มีความพยายามฝึกลูกอย่างเต็มที่ เชื่อแน่ว่าลูกต้องเลิกนมขวดได้เร็วแน่นอน และถ้าแม่เองทราบถึงผลพวงของการเลิกนมขวดช้าแล้วละก็ น่าจะช่วยให้แม่ให้ลูกเลิกนมขวดได้เร็วขึ้น เพราะอะไรนั้น เรามีคำตอบค่ะ 

เลิกนมขวดช้าไป

           แพทย์ มักแนะให้เลิกดูดนมขวดตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน และฝึกให้ทานนมจากแก้วหรือจากหลอดแทน เพราะช่วงนี้เด็กเริ่มนั่งได้ สามารถใช้มือจับแก้วได้ เพราะถ้าหากฝึกให้ลูกเลิกนมขวดช้ากว่านี้จะยาก เพราะเขาจะดื้อ ไม่ยอมฟังเหตุผลค่ะ ขณะเดียวกัน ควรหยุดให้นมตอนกลางคืนตั้งแต่อายุ 6 เดือน

           การ เตรียมพร้อมในการเลิกนมขวด ต้องเตรียมตั้งแต่เริ่มให้นม โดยตอนให้นมขวดไม่ควรเติมของรสหวานลงทุกชนิดไปในขวดนม ควรให้ลูกดูดนมเป็นเวลา แยกเวลากินเวลานอนออกจากกัน ไม่ควรให้นมลูกก่อนเข้านอน เพราะการการดูดนมหลับคาขวด จะทำให้มีโอกาสเกิดฟันผุมาก

เมื่อหนูติดนมขวดมีผลอย่างไร

           1. ฟันผุ ฟันสบกันไม่ดี โดยส่วนใหญ่แล้วแม่มักให้ลูกดูดนมก่อนนอน จนลูกหลับคาขวดนม เด็กจะติด บางคนถ้าไม่ได้ดูดนม ก็จะนอนไม่หลับเลย เมื่อเป็นเช่นนั้นบ่อยๆ เด็กก็มีโอกาสเกิดฟันผุจากคราบน้ำนมที่ค้างปากทั้งคืน และยิ่งเป็นขนมชนิดหวาน ก็ย่อมมีผลมากขึ้นด้วยค่ะ และนอกจากนี้ ถ้าคุณแม่ปล่อยให้น้องดูดนมขวดเป็นเวลานาน จนเด็กโต จุกนมที่ดูดนั้นมีผลต่อการเรียงของฟัน ทำให้การสบฟันไม่ดี ฟันยื่น และเสียโอกาสในการเรียนรู้ฝึกฝน พัฒนา ปากและฟัน ตามขั้นตอนด้วยค่ะ

           2. โรคอ้วน ในวัย 1 ขวบขึ้น เป็นวัยที่ทานข้าวเป็นสารอาหารหลัก ส่วนนมนั้นเป็นอาหารเสริม แต่ในเด็กที่ทานนมขวด มักไม่ค่อยทานข้าว เพราะติดรสหวานจากนมขวด ทำให้ไม่สนใจที่จะทานข้าว เมื่อทานนมมากๆ ก็จะได้แต่น้ำตาล ขาดสารอาหารจากข้าวตามวัยที่เด็กควรจะได้รับ จึงทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

           3. ไม่ยอมทานข้าว เด็ก ที่ติดขวดนมมักปฏิเสธการทานข้าว ทานน้อย และถ้าปล่อยไว้จนโต เด็กก็จะดื้อจนปรับเปลี่ยนได้ยากมากขึ้น จนติดการดูดนมจนเป็นกิจวัตร แม้ไม่หิวก็ดูด เด็กจึงไม่รู้สึกอยากทานข้าว

           4. ขาดทักษะที่สำคัญ ยังทำให้เด็กเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะการพูด การเคี้ยวและการใช้มือในการทำกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย

เมื่อหนูเลิกนมขวด

           1. ฟันไม่ผุ ฟันสวย เพราะเด็กที่เลิกทานนมขวด หันมาทานนมจากแก้วหรือจากหลอด ทำให้เลิกนมมื้อดึกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องดูดนมจนหลับคาปาก โอกาสเกิดฟันผุก็น้อยลง ทำให้ฟันสวยและไม่เสียรูปทรง

           2. ไม่ปัสสาวะรดที่นอน การเลิกนมขวดมาทานนมจากแก้ว ไม่ต้องทานนมตอนกลางคืนเหมือนแต่ก่อน ก็จะปัสสาวะได้น้อยลง จึงช่วยฝึกการขับถ่ายให้ลูกด้วย

           3. ทานข้าวได้เยอะ เพราะเด็กไม่ติดขวดนม ก็จะลดการดูดนม ทำให้ทานข้าวได้มากขึ้น เพราะไม่อิ่มนม

           4. แม่เหนื่อยน้อยลง เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการล้างขวด สามารถพกพาแก้วหรือดื่มจากกล่องได้ทุกที่ทุกเวลา

           5. ได้ฝึกทักษะ เด็กจะได้ฝึกทักษาการใช้มือและพัฒนาการปากและฟัน ตามพัฒนาการที่ควรจะเป็น และเด็กก็จะไม่รู้สึกอายเมื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนในชั้นด้วย ทำให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดีด้วย

           จาก การศึกษาการใช้ขวดนมในเด็กอายุ 1 - 4 เดือน ระหว่างปี 2546 - 2549 จำนวน 1,038 ราย พบว่า เด็กอายุ 1 ปีขึ้น ไม่สามารถที่จะเลิกขวดนมได้ ส่วนเด็กอายุ 6 เดือน ร้อยละ 85 ยังดูดนมมื้อดึก เด็กอายุ 2 - 3 ปีร้อยละ 70 ยังดูดนมจากขวด และร้อยละ 50 ยังดูดนมมื้อดึก

เลือก Edutainment อย่างสนุกและสร้างสรรค์

เลือก Edutainment อย่างสนุกและสร้างสรรค์ (modernmom)

           ไม่อยากจะเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนค่ะ เพราะหากจะพูดถึง Edutainment เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักมักคุ้นมากกว่าเป็นไหนๆ แต่การรู้ว่ามีหลากหลาย ก็ไม่เท่ากับว่าใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่นะคะ

เลือกสื่อ Edutainment ให้ลูก

          Edutainment เกิดจากการสนธิคำศัพท์ 2 คำด้วยกัน คือ คำว่า Education สาระ ความรู้ กับคำว่า Entertainment ความบันเทิง เกิดเป็นคำศัพท์ใหม่ว่า Edutainment ซึ่งมีความหมายว่าการได้รับสาระความรู้ด้วยรูปแบบความบันเทิง เพราะการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สื่อในกลุ่มของ Edutainment แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

          1.สื่อประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ วีซีดี ดีวีดี หรืออินเตอร์เน็ต

          2.สื่อประเภทอุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อพัฒนาทักษะต่าง ๆ

          3.สื่อประเภทสิ่งพิมพ์ เช่น นิทาน ฯลฯ

          ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย คุณแม่จึงควรรู้วิธีที่จะเลือกสื่อ Edutainment ให้เหมาะกับลูกค่ะ

         เลือกให้เหมาะกับวัย สื่อการเรียนการสอนมีเนื้อหาสาระและวิธีการนำเสนอที่จะเหมาะสม สำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย วิธีเลือกเบื้องต้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่คือ ดูข้างกล่อง หรือที่เล่ม ซึ่งจะระบุวัยที่เหมาะสมกับเด็ก

         เนื้อหามีประโยชน์ นอก จากการดูคำอธิบายและวิธีการใช้งานที่บอกอย่างละเอียดแล้ว ลองวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ลูกจะได้รับจากสื่อชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียดด้วย เช่น หากเป็นลักษณะของการ์ตูนประเภทวีซีดี ควรมีเนื้อเรื่องที่เหมาะสม แฝงด้วยคุณธรรม มีวิธีคิดและวิธีที่แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เหมาะกับวัยของลูก

          นอกจากนั้นตัวละครที่น่ารัก เป็นมิตร หรือหากตัวละครจะมีความสามารถพิเศษเป็นฮีโร่ ก็ควรจะเป็นฮีโร่ที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากจะทำสิ่งดี ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในสื่อ Edutainment ไม่น้อยก็คือ

         มีเทคนิคช่วยจำ เป็นวัยที่กำลังเก็บสะสมคลังคำให้แก่ตัวเอง เพราะฉะนั้นการเลือกสื่อ Edutainment เช่นการสอนสองภาษาผ่านเสียงเพลง ก็จะช่วยให้ลูกสามารถจดจำคำต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

         ปลอดภัยทั้งเนื้อหาและวัสดุ เริ่มตั้งแต่เนื้อหาที่เด็กจะได้รับนั้น ต้องไม่สื่อและแฝงไปด้วยเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เรื่องเพศ และความรุนแรง ที่จะทำลายความไร้เดียงสาของเด็กเร็วเกินไป รวมไปถึงวัสดุของสื่อ ประเภทเกมกระต้นพัฒนาการหรือของเล่นที่เด็กสัมผัสโดยตรงต้องปลอดภัย ซึ่งสังเกตได้จากเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานอุตสาหกรรม)

         ราคาไม่แพงเกินไป เด็ก ๆ แต่ละช่วงวัยเรียนรู้แตกต่างกัน สื่อสำหรับลูกวัย 2 ปี อาจจะง่ายเกินไปแล้วเมื่อลูกอายุ 4 ปี การซื้อด้วยราคาที่แพงแต่ใช้งานไม่คุ้มค่ากับราคา อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียเงินไปโดยใช่เหตุค่ะ

ใช้สื่อกับลูกอย่างถูกวิธี

         รู้ทันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใด ถ้าจะให้ดีคุณพ่อคุณแม่ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมและศึกษาเนื้อเรื่อง สารประโยชน์ของสื่อแต่ละชนิดอย่างถี่ถ้วน หากคำอธิบายไม่ชัดเจน การหาข้อมูลเพิ่มจากเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ด้วยกัน จะทำให้ได้ข้อมูลจากคนที่เคยใช้จริงอีกด้วยนะคะ

         กำหนดเวลาดูและใช้งาน สื่อ Edutainment ที่เป็นประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เน็ต คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดให้ลูกวันละครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้วค่ะ เพื่อให้ลูกได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย อาจต่อยอดจากการ์ตูน หรือเรื่องที่ลูกดู เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากทำกิจกรรมด้วย

         อยู่กับลูกทุกครั้งที่ดู การที่คุณพ่อคุณแม่อยู่กับลูกด้วยทุกครั้ง ลูกจะได้รับคำตอบและคำอธิบายในคำถามที่สงสัยอยู่ระหว่างการดู ซึ่งจะช่วยฝึกวิธีคิดและวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงหากมีบางเรื่องที่ไม่เหมาะสมแฝงอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถอธิบาย และยังเป็นเกราะป้องกันบางข้อมูลที่ไม่เหมาะสมและอาจจะแฝงมาด้วย

         การใช้สื่อ Edutainment เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ สำหรับลูกน้อย ทั้งยังเป็นช่วงเวลาดี ๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก เรียกว่าเป็นของแถมที่มาพร้อมกับการเรียนรู้ด้วยสื่อ Edutainment ค่ะ